ในช่วงที่มาประจำอยู่ที่รพ.เมืองแปดริ้วนี้ อันที่จริงก็มีเรื่องที่ไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไหร่นัก
เป็นเรื่องที่เล่าสืบๆกันมา ไม่รู้จริงหรือไม่จริงอย่างไร บางคนเจอบางคนก็ไม่เจอ
บางคนก็เจอตรงๆ บางคนก็เจออ้อมๆ
เรื่องนี้คือเรื่องผีๆนั่นน่ะครับ
ขอย้ำว่าถ้าใครเป็นคนขวัญอ่อน ไม่ควรอ่านคนเดียว เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับได้
เรื่องมันมีอยู่ว่า... ตอนที่พวกผมถูกส่งไปประจำที่รพ.แปดริ้วนั้นทางรพ.จะจัดบ้านพักในรพ.หลังนึง
ให้พวกผมอยู่กันเลย แต่เผอิญว่าไอ้บ้านหลังเนี้ยมีชื่อเสียงด้านความหลอนและความเหี้ยนเป็นอย่างดี
มีรุ่นพี่หลายๆกลุ่มและเพื่อนๆหลายๆกลุ่มเจอมา แล้วก็มาเล่าต่อๆกัน
บางคนได้ยินเสียงคนเดินดุ่บๆชั้นบนของบ้าน ขึ้นไปดูแต่ไม่มีใคร
บางคนได้ยินเสียงเหมือนคนกวาดเครื่องเขียนบนโต๊ะหล่นกระทบพื้น แต่ขึ้นไปดูก็ไม่เจอออะไร
บางคนเจอเป็นตัวๆมายืนอยู่
คนที่จิตแข็งรวมถึงผมด้วยก็ตามทีโดนเล่าบ่อยๆหลายๆเคสก็หวั่นๆและกลัวมากเหมือนกัน
คิดในใจว่า "จำเป็นจริงๆง่ะ?ว่าเราต้องไปนอนอยู่ที่บ้านหลังนี้" รุ่นพี่บางคนถึงขั้นทนไม่ไหว
ต้องออกไปเช่าหอพักใกล้รพ.อยู่กันเลยทีเดียว คือแถวๆนั้นมันมีม.ราชภัฎอยู่ เป็นย่านหอพักนักศึกษา
ที่พักก็หาไม่ยาก
แล้วไอ้บ้านที่ว่าเนี่ยมันหน้าตาเป็นยังไง? เพื่อนที่ไปมาก่อนผมที่สนิทกันมาเล่าให้ฟัง
แต่กลุ่มเพื่อนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่เจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
เป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องพักอยู่ 3 ห้อง แต่ละห้องมี 2 เตียง
เอาล่ะ ก็คงไม่ได้แย่อย่างนั้น หวังว่านะ...
ตอนที่ผมอยู่ที่รพ.สนามชัยเขต มีความสุขมาก แต่เวลาผ่านไปไอ้เวลาที่เราต้องไปอยู่ที่บ้านที่ว่าเนี้ย
มันก็ใกล้เข้ามาๆ มีอยู่คืนนึงถึงขั้นเอาไปฝันเลย
ฝันว่าตัวเองไปยืนอยู่ในบ้านไม้หลังหนึ่ง มีหน้าต่างเพียงบานเดียว
แสงสลัวๆจากภายนอกส่องเข้ามาเห็นฝุ่นละอองลอยอยู่ในอากาศชัดเจน
หันไปเจอประตู 3 บาน เอื้อก..... แต่ตัวเองเดินเข้าไปหาประตูเหล่านั้น
ทันใดนั้นเองมีงูตัวใหญ่โผล่หน้ามาจากคานประตูด้านบน
ถ้านึกไม่ออกนึกถึง Basilisk ใน Harry Potter ภาค 2 ได้นะครับ
มันโผล่หัวออกมา แต่ผมกลับ เดินเข้าไปใกล้มันมากขึ้นๆ และเอามือทำท่าสำคัญมหากางเขน
แบบที่พระสงฆ์โปรดอวยพรศีลไปยังงูแต่ละตัว แล้วเอามือปกไปอย่างแผ่วเบา (ปกมือแบบพระสงฆ์)
แล้วงูก็สลายหายไป แล้วความรู้สึกหนักอึ้งในบ้านนั้นก็หายไป
เป็นความฝันที่ประหลาดที่สุดที่เคยฝัน เมื่อมีโอกาสกลับมากรุงเทพ เอาเรื่องความฝันนี้คุยกับ
คุณพ่อพอล (อดีตคุณพ่อเจ้าวัดและเจ้าคณะแขวงเยสุอิตประเทศไทย)
และบอกคุณพ่อไปว่ากลัวมากเมื่อจะต้องไปอยู่ที่บ้านหลังนั้น
กลัวมาก, ไม่อยากไป, เห็นรุ่นพี่เขาออกไปเช้าหอพักข้างนอกอยู่ จะทำด้วยดีมั้ย ฯลฯ
แต่สุดท้ายก็คงต้องไปอยู่ดี เลยขอคำแนะนำและคำอวยพรจากพ่อด้วย
ผู้อ่านรู้อะไรไหมครับว่าเมื่อเราแต่ละคนมีปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม แล้วเข้าขอคำปรึกษาแนะนำจาก
คุณพ่อเยสุอิตเนี่ยจะได้คำแนะนำที่น่าแปลกใจแต่ดีมากเสมอ
นี่คือคำแนะนำที่คุณพ่อแนะนำนะครับ ผมจำไม่ได้ทั้งหมดมีบางส่วนที่ปรุงแต่งเข้าไปด้วย
"ก็ดีที่ยอมรับว่าตัวเองกลัว พ่อนึกถึงเรื่องเรื่องนึงได้อยากจะเล่าให้ต้าฟัง
ที่จังหวัดแถบๆอีสานตอนที่พ่อเยสุอิตเข้ามาทำงานในประเทศไทยใหม่ๆ
มีคุณพ่อองค์หนึ่งได่้รับมอบหมายให้ไปอภิบาลชุมชนที่ห่างไกลแห่งนี้ (จำจังหวัดไม่ได้)
ลักษณะชุมชนแบบหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน เมื่อคุณพ่อเดินทางมาถึง
ได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านอย่างดี คุณพ่อถามหาว่ามีที่ไหนที่สามารถพักผ่อนได้บ้าง
ชาวบ้านบอกว่ามีบ้านร้างอยู่หลังหนึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน แต่คุณพ่ออย่าไปเลย เพราะที่นั่นของเขาดุ
มีหลายคนโดนมาแล้วทั้งนั้นคุณพ่ออย่าไปเลย แต่คุณพ่อท่านนั้นก็ตัดสินใจเอาที่นั่นเป็นที่พัก
คุณพ่อเริ่มด้วยการสวด เสกน้ำ และพรมน้ำ ตั้งกางเขนไม้ที่ทำเองไว้หน้าบ้านแล้วทำการเสก
แล้วคุณพ่อองค์นั้นก็อาศัยอยู่ที่นั้นมาตลอดไม่เจออะไร ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใส
และกลับใจมาเป็นคาทอลิค
สถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ กรณีนี้พ่อเสนอให้ต้าทำแบบคุณพ่อองค์นั้นคือทำพิธีไล่ผี"
ทำพิธีไล่ผี!!????? ผมเนี่ยนะ พ่อ ผมเป็นแค่ฆราวาสนะครับ ผมคงไม่เหมาะสมและไม่คู่ควรที่
จะประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรอก อีกอย่างศีลพิธีศักดิ์สิทธิ์แบบนั้นน่าจะสงวนไว้สำหรับพระสงฆ์มากกว่า ผมเองก็ยังไม่ได้รับศีลบวช ผมไม่กล้าตีตนเสมอพระสงฆ์หรอกครับพ่อ
(พ่อยิ้มอย่างเอ็นดู)"ไม่หรอก ฆราวาสก็ทำได้ สมัยพ่อเป็นเณรพ่อเคยอยู่ในเหตุการณ์คล้ายๆกับที่ต้ากำลังจะเจอนี้ และพ่อก็หลัวเหมือนกัน แต่พ่อใช้วิธีเอารูปพระมาตั้งไว้และสวดขอ และทำการเสกน้ำ พรมน้ำเอง พ่อพบว่ามันก็ได้ผล แต่ถูกของต้า เพราะมันควรจะสงวนไว้สำหรับพระสงฆ์ แต่ก็มีข้อยืดหยุ่นได้ คือฆราวาสสามารถทำได้ สวดขอพระให้ช่วย อย่างไรก็ดีพิธีนี้จะสมบูรณ์ที่สุดถ้าเกิดสามารถไปเชิญพระสงฆ์ประจำพื้นที่มาทำพิธีให้"
ผมรู้สึกดีขึ้น
"ตกลงตามนี้นะ แล้วพ่อจะสวดเผื่อ จะรอคอยฟังข่าวดีนะคุณหมอ"
เมื่อวันที่ผมต้องเดินทางไปที่นั่นก็มาถึง ไปถึงบ้านพัก เอ๊ะ.... มันก็ไม่ได้อยู่แย่ขนาดนั้นนี่หว่า
ชั้นล่างตกแต่งสวย ชั้นบนเป็นบ้านไม้โล่งๆ มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นบ้านไม้มีห้องโถงใหญ่ตรงกลาง และมีห้องนอน 4 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้องเชื่อมกันตรงห้องโถงที่ว่า ฟังดูไม่เลวนะ แต่......
มันเป็นบ้าน 2 หลังในรั้วเดียวกัน พวกผมอยู่หลังด้านหน้า มีทางเชื่อมถึงบ้านด้านหลังที่ชั้นสอง
มีคำถามคือไอ้บ้านที่อยู่ด้านหลังล่ะมันคืออะไร บ้านที่อยู่ด้านหลังมันโดนปิดตายไว้ที่ชั้นหนึ่ง
ส่วนชั้นสองพวกผมอาศัยความกล้าเดินดูตรงทางเชื่อมทางเชื่อมให้บรรยากาศบ้านทรงไทยดั้งเดิมมาก ฝุ่นเกาะกันเขรอะเข้าใจว่าคงไม่มีใครมาใช้นานมากแล้วปรากฏว่าตรงชั้น 2 เป็นโรงเก็บของดีๆนั่นเอง แต่ชั้นหนึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเก็บอะไรไว้ข้างใน
เอาเป็นว่าพวกผมตกลงกันว่าจะอยู่กันแต่ข้างล่างนะ ไม่ยุ่งกะชั้น 2 เด็ดขาด เพราะเขาว่ากันไว้ไอ้ตัวปัญหามันคือชั้น 2 น่ะแหละ
ช่วงนี้เป็นช่วงนี้มีการประกาศผลสอบใบประกอบโรคศิลป์ (medical license) กัน โชคดีที่ว่าผมสอบป่านตั้งแต่แรกเลยไม่มีปัญหา แต่เพื่อนอีก 3 คนสอบไม่ผ่าน ทางแพทยสภาเขาอนุญาติให้เขียนคำร้องขอดูผลสอบได้เพื่อจะเอามาแก้ไขว่าเราควรปรับปรุงในส่วนในเพื่อสอบแก้ตัวครั้งหน้า...
มันหมายความว่าง่ายๆสั้นๆ ผมอยู่บ้านคนเดียว!!! หลอนเหมือนกันนะ
วิธีจัดการตัวเองก็คือเปิดไฟนอนทั้งบ้าน แล้วก็ไม่นอนในห้องนอนแต่ออกมานอนตรงโซฟาที่ดูทีวีแทน ก็นอนหลับได้ดี มีอยู่วันหนึ่ง อยู่คนเดียวเช่นกัน อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินชั้นบน ตุ่บๆๆๆ ซักพักก็เงียบหายไป คิดว่า "แมวมั้ง" ไม่น่ามีอะไร ก็ข่มตานอนต่อปรากฏมาดังตุ่บๆๆๆแบบเดิมอีกไม่หยุด ตอนนั้นไม่กลัวนะแต่รำคาญคนจะหลับจันอน ผมเลยเอาอะไรไปกระทุ้งฝ้าหลังคา(ตอนั้นมีแต่ห่วง Hula hoop) ประมาณว่าเอ็งเดินตุ่บๆข้าก็กระทุ้งสู้กัน ก็ยังไม่เงียบ ก็เลยเออช่างมันต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน
พอเพื่อนกลับมา ก็ปรากฏว่าเจอ something wrong อีก ที่ชั้นสองผมจะขึ้นไปอาบน้ำตอนเช้าเป็นประจำเพราะจะได้ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกับเพื่อนอีก 3 คนข้างล่าง แล้วชั้นสองเนี่ยจะมีรองเท้าใส่เข้าห้องน้ำอยู่คู่นึง ซึ่งมันไม่กระดิกไปไหน วันนึงเพื่อนมาบอกว่าตื่นมาตอนเช้าเห็นรองเท้าที่มันควรจะอยู่ชั้นบนมาอยู่หน้าบ้านชั้นล่าง ทุกคนเลยลงความเห็นว่างานเข้าแล้ว แต่อยู่กันหลายคนมันก็ยังมีคนช่วยกันกลัวอ่ะนะเลยไม่ค่อยมีปัญหา
สุดสัปดาห์เพื่อนกลับกทม.กัน แต่ผมขี้เกียจกลับไกลก็ไกล ก็ไม่เป็นไรอยู่เฝ้าบ้านซะ ตอนนี้ชักจะรำคาญไอ้เสียงตึงตังๆชั้นบนเต็มแก่แล้ว เลยนึกถึงคำสอนของพ่อพอลว่าไล่ผีได้ ก็เริ่มทำ
1. เตรียมรูปพระ
2. เตรียมรูปนักบุญ
3. น้ำธรรมดาจากก๊อกน้ำ
เริ่มสวดขอความช่วยเหลือจากพระให้เหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านไปได้ ขอให้พระช่วยเหลือแลคุ้มครองลูกในการเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ ขอพระให้ช่วยทำให้น้ำธรรมดานี้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วผมก็นำรูปพระเดินวนไปรอบบ้าน เอาน้ำพรมตามเสาบ้าน ประตู หน้าต่าง กระจก ทุกส่วนรวมถึงบ้านที่ถูกปิดตายด้วย ตอนทำกลัวเหมือนกัน แต่ความเชื่อทำให้เกิดความกล้าขึ้นมา พรมน้ำรอบบ้าน ปรากฏว่า ไอ้เสียงตึงตังโครมครามนั้นหายไปแบบไม่เหลือร่องรอยแต่อย่างใด
พ่อพอลครับ เป็นไปได้ไหมที่ในความฝันที่ผมเอามือไปปกงู 3 ตัวนั้น พระกำลังใช้ผมเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยเรื่องผีๆที่บ้านหลังนี้
พ่อพอลบอก "ก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้"
To The East 2009
ฉะเชิงเทรา 26 ตุลาคม ถึง 13 ธันวาคม 2009
Friday, February 24, 2012
Saturday, November 26, 2011
ชีวิตนักศึกษาแพทย์ เรียนกัน 6 ปี ในที่สุดก็ฝ่าฟันมาจนถึง 4เดือนสุดท้ายจนได้ (ดีใจแทบคลั่ง)
ในหลักสูตรของปี 6 นี้ ทางคณะฯจะส่ง Extern (คำใช้เรียกนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย) ออกไปอยู่ต่างจังหวัด โดยจังหวัดที่คณะผมออกไปคือฉะเชิงเทรา และ ปราจีนบุรี เท่าที่จำได้สมัยนั้นโรงพยาบาลที่พวกผมไปได้แก่
1. โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา (รพ.แปดริ้ว)
2. โรงพยาบาลกบินทร์บุรี (เขตจังหวัดปราจีนบุรี)
3. โรงพยาบาลอำเภอแปลงยาว
4. โรงพยาบาลอำเภอสนามชัยเขต
5. โรงพยาบาลอำเภอพนมสารคาม
6. โรงพยาบาลอำเภอศรีมหาโพธิ์
เป็นที่แปลกมากถ้าถามชาวฉะเชิงเทราถามว่าอำเภอเมืองหรือรพ.เมืองไปทางไหน เขาจะทำหน้างงกันทันที! (-_-) แต่ถ้าถามว่าแปดริ้วไปทางไหน หรือรพ.แปดริ้วอยู่ไหน เขาชี้ได้ทันที!!
สองแห่งแรกเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด เป็นศูนย์รับ refer ถ้าโรงพยาบาลอำเภอมีคนไข้ที่เกินความสามารถจะดูแล จะ refer เข้ามา ถ้าอะไรเกินความสามารถของรพ.จังหวัดถึงจะส่งเข้ามากทม. โดยมากมากองกันที่รพ.ราชวิถีที่พวกผมนักศึกษาแพทย์รังสิตเรียนกันนั่นเอง
กลุ่ม Extern ผมมี 14 คน ถูกส่งไปประจำแต่ละรพ. ผมเริ่มด้วยการไปอยู่รพ.สนามชัยเขต ไปกัน 2 คน กับเพื่อนอีกคนนึงเป็นเวลา 1 เดือน พอครบเดือนก็มาอยู่รพ.เมืองกับเพื่อนอีกคู่นึงที่ไปอยู่รพ.อำเภอแห่งอื่น แต่ละคู่จะถูกส่งไปไม่ซ้ำรพ.กัน ยกเว้นที่รพ.เมืองจะอยู่กัน 3 - 4 คน ก็แล้วแต่ว่าใครจะถูกส่งไปไหนก่อน
ทำงานที่นี่ได้ประสบการณ์เตรียมความพร้อมที่จะจบออกมาเป็นแพทย์ วัดกันได้เลยว่าพร้อมไม่พร้อม ซึ่งกลุ่มผมโชคดีเพราะเป็นกลุ่มที่ถูกส่งมาต่างจังหวัดเป็นกลุ่มท้ายๆ ทำให้ผ่านแผนกต่างๆมาเกือบหมดแล้ว ตอนนั้นกลุ่มผมผ่าน ศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช และห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เรียกว่าความรู้พอที่จะเอาตัวรอดแล้วแหละ
ชีวิตที่ย้ายมาจากกทม.ไปต่างจังหวัด ผมไม่กลัวอะไรมาก กลัวอย่างเดียวคือไม่ได้เข้าวัด หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทางเข้า website หาข้อมูลมากมาย ทราบว่าฉะเชิงเทราเป็นเขตการปกครองของสังฆมณฑลจันทบุรี ประมุขคือพระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี
วัดที่อยู่ใกล้ๆรพ.ที่ผมไป มีเยอะมากคือ
1. วัดนักบุญอันนา สระไม้แดง อำเภอสนามชัยเขต
2. วัดนักบุญอันตน พนมสารคาม
3. วัดเซนต์ปอล แปดริ้ว
4. วัดเซนต์แอนโทนี แปดริ้ว
มีแต่วัดนักบุญอันนาและวัดเซนต์แอนโทนี ที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม
เริ่มจากวัดนักบุญอันนา สระไม้แดงก่อนแล้วกัน เรียกว่าหาตัววัดยากมากกก!!! ผมอยู่ที่รพ.สนามชัยเขต อาศัยถามคนไข้ + เจ้าหน้าที่ในรพ.เอา สุดท้ายก็ตัดสินใจขับรถสุ่มเสี่ยงเข้าไปหาวัด อาศัยจับป้ายหลักๆเอา บางป้ายต้องชะลออ่านว่าซ้ายหรือขวายิ่งขับไปๆ ใจชื้นบ้างถ้าเห็นป้ายวัดนักบุญอันนา ใจแป้ว + กลัวบ้างเหมือนกัน เพราะมันเป็นถนนที่จัดผ่านระหว่างทุ่งกับป่า ป่า 2 ข้างทางเลยทีเดียว กลัวเพราะว่าถ้าเกิดรถเจ๊งขึ้นมาล่ะตายอย่างเดียวกลางป่าด้วยเห้อ... แต่พระก็ช่วยให้ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่ายางจะแบนตอนขับกลับถึงรพ.เพราะโดนตะปูทิ่มก็ตามที
เป็นวัดของสังฆมณฑลดูแลโดยคุณพ่อพระสงฆ์พื้นเมือง สมัยนั้นเป็นคุณพ่อองค์เดียวกันที่ดูแลวัดนักบุญอันตน พนมสารคาม คุณพ่อต้องขับรถวิ่งประมาณ 20 กม. เพื่อถวายมิสซาของวัดทั้งสองในวันอาทิตย์ แต่ปัจจุบันนี้ทราบว่ามีคุณพ่อประจำแต่ละวัดแล้ว
View Untitled in a larger map
ขอเรียกกันว่าวัดสวยๆท่ามกลางป่าสงบก็แล้วกัน หลังวัด ซึ่งถ้าเข้ามาในบริเวณวัดจะเจอภาพนี้ก่อน
เอารถมาจอดให้เห็นด้วย ^^ (แต่ที่ถ่ายมันคนละวันเวลากัน)

เดินอ้อมซ้ายของรูปข้างบนไป...

เดินต่อมาอีกหน่อย...

เห็นแท่นอะไรเล็กๆมั้ยครับ เป็นแท่นรูปนักบุญอันนา ไม่ได้เข้าไปถ่ายใกล้ๆ ซูมกันเองนะครับ
เดินต่อมาอีกหน่อย...หน้าประตู สลักชื่อ
พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต ไว้ว่าท่านเป็นผู้เปิดและเสกวัดแห่งนี้
(ประมุขของสังฆมณฑลจันทบุรีองค์ก่อนหน้า)

เดินมาอีกหน่อย...

มุมไกลสุด...

ในตัววัดเมื่อเข้าจากประตูด้านหน้า

หน้าพระแท่น ด้านซ้ายเป็นรูปน.อันนา ขวาเป็นแม่พระ ^^



มองเข้าหาพระแท่น หันหน้าไปซ้ายมือ

ระฆังวัดอยู่ถัดจากรูปข้างบนนี้

บ้านพักพระสงฆ์ อยู่ถัดจากระฆังวัด

ด้านหลังวัด ไม่มีรั้วครับ มีแต่ป่า มีแต่ต้นไม้ และทุ่งนา

ที่ประทับใจคือมีคนไข้จำผมได้เพราะมาหาที่รพ. พอมาถึงที่วัดเขาทักทายกันเองมากๆ ตอนจบมีให้ผมออกมาแนะนำตัวหน้าวัดด้วย เขินเหมือนกัน ประทับใจครับ เป็นวิถีชุมชนแบบชาวบ้านซึ่งต่างจากที่กรุงเทพชัดเจน ที่วัดไม่มีนักขับไม่มีเครื่องดนตรี แต่ชาวบ้านเขาร้องเพลงสรรเสริญสดุดีพระ ด้วยสุดเสียงสุดกำลังของเขาเลยล่ะ สัมผัสได้ถึงความกะตือรือร้นร้อนรนที่จะพบพระในมิสซา ก็แอบคิดไม่ได้นะ อย่างวัดในกรุงเทพสัตบุรุษก็เยอะ เครื่องดนตรีก็มี แต่ทำไมเสียงขับร้องมันถึงเบากันจัง ถ้าเป็นเพราะความอายก็ว่าไป แต่ถ้ามันบ่งถึงความศรัทธาที่แผ่วเบาไปตามเสียงร้องสรรเสริญก็แย่หน่อย ... นะ
ปล.
ส่วนวัดเซนต์แอนโทนีแปดริ้ว เป็นส่วนของสังฆมณฑลกรุงเทพ รอยแบ่งอยู่ที่สะพานข้ามคลองที่เป็นแขนงของแม่น้ำบางปะกง ไม่เอามาลงนะครับเพราะไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เป็นวัดที่อยู่ในโรงเรียนเซนต์แอนโทนีแปดริ้สซึงอยู่หลังโรงเรียนเซนต์หลุยส์แปดริ้ว คนพื้นที่เขาจะรู้จักกันดีว่าอยู่ "เลยสะพานซอยรวมแพทย์"
ในหลักสูตรของปี 6 นี้ ทางคณะฯจะส่ง Extern (คำใช้เรียกนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย) ออกไปอยู่ต่างจังหวัด โดยจังหวัดที่คณะผมออกไปคือฉะเชิงเทรา และ ปราจีนบุรี เท่าที่จำได้สมัยนั้นโรงพยาบาลที่พวกผมไปได้แก่
1. โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา (รพ.แปดริ้ว)
2. โรงพยาบาลกบินทร์บุรี (เขตจังหวัดปราจีนบุรี)
3. โรงพยาบาลอำเภอแปลงยาว
4. โรงพยาบาลอำเภอสนามชัยเขต
5. โรงพยาบาลอำเภอพนมสารคาม
6. โรงพยาบาลอำเภอศรีมหาโพธิ์
เป็นที่แปลกมากถ้าถามชาวฉะเชิงเทราถามว่าอำเภอเมืองหรือรพ.เมืองไปทางไหน เขาจะทำหน้างงกันทันที! (-_-) แต่ถ้าถามว่าแปดริ้วไปทางไหน หรือรพ.แปดริ้วอยู่ไหน เขาชี้ได้ทันที!!
สองแห่งแรกเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด เป็นศูนย์รับ refer ถ้าโรงพยาบาลอำเภอมีคนไข้ที่เกินความสามารถจะดูแล จะ refer เข้ามา ถ้าอะไรเกินความสามารถของรพ.จังหวัดถึงจะส่งเข้ามากทม. โดยมากมากองกันที่รพ.ราชวิถีที่พวกผมนักศึกษาแพทย์รังสิตเรียนกันนั่นเอง
กลุ่ม Extern ผมมี 14 คน ถูกส่งไปประจำแต่ละรพ. ผมเริ่มด้วยการไปอยู่รพ.สนามชัยเขต ไปกัน 2 คน กับเพื่อนอีกคนนึงเป็นเวลา 1 เดือน พอครบเดือนก็มาอยู่รพ.เมืองกับเพื่อนอีกคู่นึงที่ไปอยู่รพ.อำเภอแห่งอื่น แต่ละคู่จะถูกส่งไปไม่ซ้ำรพ.กัน ยกเว้นที่รพ.เมืองจะอยู่กัน 3 - 4 คน ก็แล้วแต่ว่าใครจะถูกส่งไปไหนก่อน
ทำงานที่นี่ได้ประสบการณ์เตรียมความพร้อมที่จะจบออกมาเป็นแพทย์ วัดกันได้เลยว่าพร้อมไม่พร้อม ซึ่งกลุ่มผมโชคดีเพราะเป็นกลุ่มที่ถูกส่งมาต่างจังหวัดเป็นกลุ่มท้ายๆ ทำให้ผ่านแผนกต่างๆมาเกือบหมดแล้ว ตอนนั้นกลุ่มผมผ่าน ศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช และห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เรียกว่าความรู้พอที่จะเอาตัวรอดแล้วแหละ
ชีวิตที่ย้ายมาจากกทม.ไปต่างจังหวัด ผมไม่กลัวอะไรมาก กลัวอย่างเดียวคือไม่ได้เข้าวัด หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทางเข้า website หาข้อมูลมากมาย ทราบว่าฉะเชิงเทราเป็นเขตการปกครองของสังฆมณฑลจันทบุรี ประมุขคือพระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี
วัดที่อยู่ใกล้ๆรพ.ที่ผมไป มีเยอะมากคือ
1. วัดนักบุญอันนา สระไม้แดง อำเภอสนามชัยเขต
2. วัดนักบุญอันตน พนมสารคาม
3. วัดเซนต์ปอล แปดริ้ว
4. วัดเซนต์แอนโทนี แปดริ้ว
มีแต่วัดนักบุญอันนาและวัดเซนต์แอนโทนี ที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม
เริ่มจากวัดนักบุญอันนา สระไม้แดงก่อนแล้วกัน เรียกว่าหาตัววัดยากมากกก!!! ผมอยู่ที่รพ.สนามชัยเขต อาศัยถามคนไข้ + เจ้าหน้าที่ในรพ.เอา สุดท้ายก็ตัดสินใจขับรถสุ่มเสี่ยงเข้าไปหาวัด อาศัยจับป้ายหลักๆเอา บางป้ายต้องชะลออ่านว่าซ้ายหรือขวายิ่งขับไปๆ ใจชื้นบ้างถ้าเห็นป้ายวัดนักบุญอันนา ใจแป้ว + กลัวบ้างเหมือนกัน เพราะมันเป็นถนนที่จัดผ่านระหว่างทุ่งกับป่า ป่า 2 ข้างทางเลยทีเดียว กลัวเพราะว่าถ้าเกิดรถเจ๊งขึ้นมาล่ะตายอย่างเดียวกลางป่าด้วยเห้อ... แต่พระก็ช่วยให้ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่ายางจะแบนตอนขับกลับถึงรพ.เพราะโดนตะปูทิ่มก็ตามที
เป็นวัดของสังฆมณฑลดูแลโดยคุณพ่อพระสงฆ์พื้นเมือง สมัยนั้นเป็นคุณพ่อองค์เดียวกันที่ดูแลวัดนักบุญอันตน พนมสารคาม คุณพ่อต้องขับรถวิ่งประมาณ 20 กม. เพื่อถวายมิสซาของวัดทั้งสองในวันอาทิตย์ แต่ปัจจุบันนี้ทราบว่ามีคุณพ่อประจำแต่ละวัดแล้ว
View Untitled in a larger map
ขอเรียกกันว่าวัดสวยๆท่ามกลางป่าสงบก็แล้วกัน หลังวัด ซึ่งถ้าเข้ามาในบริเวณวัดจะเจอภาพนี้ก่อน
เอารถมาจอดให้เห็นด้วย ^^ (แต่ที่ถ่ายมันคนละวันเวลากัน)
เดินอ้อมซ้ายของรูปข้างบนไป...
เดินต่อมาอีกหน่อย...
เห็นแท่นอะไรเล็กๆมั้ยครับ เป็นแท่นรูปนักบุญอันนา ไม่ได้เข้าไปถ่ายใกล้ๆ ซูมกันเองนะครับ
เดินต่อมาอีกหน่อย...หน้าประตู สลักชื่อ
พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต ไว้ว่าท่านเป็นผู้เปิดและเสกวัดแห่งนี้
(ประมุขของสังฆมณฑลจันทบุรีองค์ก่อนหน้า)
เดินมาอีกหน่อย...
มุมไกลสุด...
ในตัววัดเมื่อเข้าจากประตูด้านหน้า
หน้าพระแท่น ด้านซ้ายเป็นรูปน.อันนา ขวาเป็นแม่พระ ^^
มองเข้าหาพระแท่น หันหน้าไปซ้ายมือ
ระฆังวัดอยู่ถัดจากรูปข้างบนนี้
บ้านพักพระสงฆ์ อยู่ถัดจากระฆังวัด
ด้านหลังวัด ไม่มีรั้วครับ มีแต่ป่า มีแต่ต้นไม้ และทุ่งนา
ที่ประทับใจคือมีคนไข้จำผมได้เพราะมาหาที่รพ. พอมาถึงที่วัดเขาทักทายกันเองมากๆ ตอนจบมีให้ผมออกมาแนะนำตัวหน้าวัดด้วย เขินเหมือนกัน ประทับใจครับ เป็นวิถีชุมชนแบบชาวบ้านซึ่งต่างจากที่กรุงเทพชัดเจน ที่วัดไม่มีนักขับไม่มีเครื่องดนตรี แต่ชาวบ้านเขาร้องเพลงสรรเสริญสดุดีพระ ด้วยสุดเสียงสุดกำลังของเขาเลยล่ะ สัมผัสได้ถึงความกะตือรือร้นร้อนรนที่จะพบพระในมิสซา ก็แอบคิดไม่ได้นะ อย่างวัดในกรุงเทพสัตบุรุษก็เยอะ เครื่องดนตรีก็มี แต่ทำไมเสียงขับร้องมันถึงเบากันจัง ถ้าเป็นเพราะความอายก็ว่าไป แต่ถ้ามันบ่งถึงความศรัทธาที่แผ่วเบาไปตามเสียงร้องสรรเสริญก็แย่หน่อย ... นะ
ปล.
ส่วนวัดเซนต์แอนโทนีแปดริ้ว เป็นส่วนของสังฆมณฑลกรุงเทพ รอยแบ่งอยู่ที่สะพานข้ามคลองที่เป็นแขนงของแม่น้ำบางปะกง ไม่เอามาลงนะครับเพราะไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เป็นวัดที่อยู่ในโรงเรียนเซนต์แอนโทนีแปดริ้สซึงอยู่หลังโรงเรียนเซนต์หลุยส์แปดริ้ว คนพื้นที่เขาจะรู้จักกันดีว่าอยู่ "เลยสะพานซอยรวมแพทย์"
Subscribe to:
Posts (Atom)