Friday, February 24, 2012

ประสบการณ์ทดสอบความเชื่อ

ในช่วงที่มาประจำอยู่ที่รพ.เมืองแปดริ้วนี้ อันที่จริงก็มีเรื่องที่ไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไหร่นัก
เป็นเรื่องที่เล่าสืบๆกันมา ไม่รู้จริงหรือไม่จริงอย่างไร บางคนเจอบางคนก็ไม่เจอ
บางคนก็เจอตรงๆ บางคนก็เจออ้อมๆ

เรื่องนี้คือเรื่องผีๆนั่นน่ะครับ
ขอย้ำว่าถ้าใครเป็นคนขวัญอ่อน ไม่ควรอ่านคนเดียว เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับได้

เรื่องมันมีอยู่ว่า... ตอนที่พวกผมถูกส่งไปประจำที่รพ.แปดริ้วนั้นทางรพ.จะจัดบ้านพักในรพ.หลังนึง
ให้พวกผมอยู่กันเลย แต่เผอิญว่าไอ้บ้านหลังเนี้ยมีชื่อเสียงด้านความหลอนและความเหี้ยนเป็นอย่างดี
มีรุ่นพี่หลายๆกลุ่มและเพื่อนๆหลายๆกลุ่มเจอมา แล้วก็มาเล่าต่อๆกัน

บางคนได้ยินเสียงคนเดินดุ่บๆชั้นบนของบ้าน ขึ้นไปดูแต่ไม่มีใคร
บางคนได้ยินเสียงเหมือนคนกวาดเครื่องเขียนบนโต๊ะหล่นกระทบพื้น แต่ขึ้นไปดูก็ไม่เจอออะไร
บางคนเจอเป็นตัวๆมายืนอยู่

คนที่จิตแข็งรวมถึงผมด้วยก็ตามทีโดนเล่าบ่อยๆหลายๆเคสก็หวั่นๆและกลัวมากเหมือนกัน
คิดในใจว่า "จำเป็นจริงๆง่ะ?ว่าเราต้องไปนอนอยู่ที่บ้านหลังนี้" รุ่นพี่บางคนถึงขั้นทนไม่ไหว
ต้องออกไปเช่าหอพักใกล้รพ.อยู่กันเลยทีเดียว คือแถวๆนั้นมันมีม.ราชภัฎอยู่ เป็นย่านหอพักนักศึกษา
ที่พักก็หาไม่ยาก

แล้วไอ้บ้านที่ว่าเนี่ยมันหน้าตาเป็นยังไง? เพื่อนที่ไปมาก่อนผมที่สนิทกันมาเล่าให้ฟัง
แต่กลุ่มเพื่อนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่เจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
เป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องพักอยู่ 3 ห้อง แต่ละห้องมี 2 เตียง
เอาล่ะ ก็คงไม่ได้แย่อย่างนั้น หวังว่านะ...
ตอนที่ผมอยู่ที่รพ.สนามชัยเขต มีความสุขมาก แต่เวลาผ่านไปไอ้เวลาที่เราต้องไปอยู่ที่บ้านที่ว่าเนี้ย
มันก็ใกล้เข้ามาๆ มีอยู่คืนนึงถึงขั้นเอาไปฝันเลย

ฝันว่าตัวเองไปยืนอยู่ในบ้านไม้หลังหนึ่ง มีหน้าต่างเพียงบานเดียว
แสงสลัวๆจากภายนอกส่องเข้ามาเห็นฝุ่นละอองลอยอยู่ในอากาศชัดเจน
หันไปเจอประตู 3 บาน เอื้อก..... แต่ตัวเองเดินเข้าไปหาประตูเหล่านั้น
ทันใดนั้นเองมีงูตัวใหญ่โผล่หน้ามาจากคานประตูด้านบน
ถ้านึกไม่ออกนึกถึง Basilisk ใน Harry Potter ภาค 2 ได้นะครับ
มันโผล่หัวออกมา แต่ผมกลับ เดินเข้าไปใกล้มันมากขึ้นๆ และเอามือทำท่าสำคัญมหากางเขน
แบบที่พระสงฆ์โปรดอวยพรศีลไปยังงูแต่ละตัว แล้วเอามือปกไปอย่างแผ่วเบา (ปกมือแบบพระสงฆ์)
แล้วงูก็สลายหายไป แล้วความรู้สึกหนักอึ้งในบ้านนั้นก็หายไป

เป็นความฝันที่ประหลาดที่สุดที่เคยฝัน เมื่อมีโอกาสกลับมากรุงเทพ เอาเรื่องความฝันนี้คุยกับ
คุณพ่อพอล (อดีตคุณพ่อเจ้าวัดและเจ้าคณะแขวงเยสุอิตประเทศไทย)
และบอกคุณพ่อไปว่ากลัวมากเมื่อจะต้องไปอยู่ที่บ้านหลังนั้น
กลัวมาก, ไม่อยากไป, เห็นรุ่นพี่เขาออกไปเช้าหอพักข้างนอกอยู่ จะทำด้วยดีมั้ย ฯลฯ
แต่สุดท้ายก็คงต้องไปอยู่ดี เลยขอคำแนะนำและคำอวยพรจากพ่อด้วย
ผู้อ่านรู้อะไรไหมครับว่าเมื่อเราแต่ละคนมีปัญหาอะไรในชีวิตก็ตาม แล้วเข้าขอคำปรึกษาแนะนำจาก
คุณพ่อเยสุอิตเนี่ยจะได้คำแนะนำที่น่าแปลกใจแต่ดีมากเสมอ

นี่คือคำแนะนำที่คุณพ่อแนะนำนะครับ ผมจำไม่ได้ทั้งหมดมีบางส่วนที่ปรุงแต่งเข้าไปด้วย

"ก็ดีที่ยอมรับว่าตัวเองกลัว พ่อนึกถึงเรื่องเรื่องนึงได้อยากจะเล่าให้ต้าฟัง
ที่จังหวัดแถบๆอีสานตอนที่พ่อเยสุอิตเข้ามาทำงานในประเทศไทยใหม่ๆ
มีคุณพ่อองค์หนึ่งได่้รับมอบหมายให้ไปอภิบาลชุมชนที่ห่างไกลแห่งนี้ (จำจังหวัดไม่ได้)
ลักษณะชุมชนแบบหมู่บ้านเล็กๆ อยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน เมื่อคุณพ่อเดินทางมาถึง
ได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านอย่างดี คุณพ่อถามหาว่ามีที่ไหนที่สามารถพักผ่อนได้บ้าง
ชาวบ้านบอกว่ามีบ้านร้างอยู่หลังหนึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน แต่คุณพ่ออย่าไปเลย เพราะที่นั่นของเขาดุ
มีหลายคนโดนมาแล้วทั้งนั้นคุณพ่ออย่าไปเลย แต่คุณพ่อท่านนั้นก็ตัดสินใจเอาที่นั่นเป็นที่พัก
คุณพ่อเริ่มด้วยการสวด เสกน้ำ และพรมน้ำ ตั้งกางเขนไม้ที่ทำเองไว้หน้าบ้านแล้วทำการเสก
แล้วคุณพ่อองค์นั้นก็อาศัยอยู่ที่นั้นมาตลอดไม่เจออะไร ทำให้ชาวบ้านเลื่อมใส
และกลับใจมาเป็นคาทอลิค
สถานที่แห่งนี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ กรณีนี้พ่อเสนอให้ต้าทำแบบคุณพ่อองค์นั้นคือทำพิธีไล่ผี"

ทำพิธีไล่ผี!!????? ผมเนี่ยนะ พ่อ ผมเป็นแค่ฆราวาสนะครับ ผมคงไม่เหมาะสมและไม่คู่ควรที่
จะประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรอก อีกอย่างศีลพิธีศักดิ์สิทธิ์แบบนั้นน่าจะสงวนไว้สำหรับพระสงฆ์มากกว่า ผมเองก็ยังไม่ได้รับศีลบวช ผมไม่กล้าตีตนเสมอพระสงฆ์หรอกครับพ่อ

(พ่อยิ้มอย่างเอ็นดู)"ไม่หรอก ฆราวาสก็ทำได้ สมัยพ่อเป็นเณรพ่อเคยอยู่ในเหตุการณ์คล้ายๆกับที่ต้ากำลังจะเจอนี้ และพ่อก็หลัวเหมือนกัน แต่พ่อใช้วิธีเอารูปพระมาตั้งไว้และสวดขอ และทำการเสกน้ำ พรมน้ำเอง พ่อพบว่ามันก็ได้ผล แต่ถูกของต้า เพราะมันควรจะสงวนไว้สำหรับพระสงฆ์ แต่ก็มีข้อยืดหยุ่นได้ คือฆราวาสสามารถทำได้ สวดขอพระให้ช่วย อย่างไรก็ดีพิธีนี้จะสมบูรณ์ที่สุดถ้าเกิดสามารถไปเชิญพระสงฆ์ประจำพื้นที่มาทำพิธีให้"

ผมรู้สึกดีขึ้น

"ตกลงตามนี้นะ แล้วพ่อจะสวดเผื่อ จะรอคอยฟังข่าวดีนะคุณหมอ"

เมื่อวันที่ผมต้องเดินทางไปที่นั่นก็มาถึง ไปถึงบ้านพัก เอ๊ะ.... มันก็ไม่ได้อยู่แย่ขนาดนั้นนี่หว่า
ชั้นล่างตกแต่งสวย ชั้นบนเป็นบ้านไม้โล่งๆ มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ส่วนชั้นบนเป็นบ้านไม้มีห้องโถงใหญ่ตรงกลาง และมีห้องนอน 4 ห้อง ห้องน้ำ 1 ห้องเชื่อมกันตรงห้องโถงที่ว่า ฟังดูไม่เลวนะ แต่......
มันเป็นบ้าน 2 หลังในรั้วเดียวกัน พวกผมอยู่หลังด้านหน้า มีทางเชื่อมถึงบ้านด้านหลังที่ชั้นสอง
มีคำถามคือไอ้บ้านที่อยู่ด้านหลังล่ะมันคืออะไร บ้านที่อยู่ด้านหลังมันโดนปิดตายไว้ที่ชั้นหนึ่ง
ส่วนชั้นสองพวกผมอาศัยความกล้าเดินดูตรงทางเชื่อมทางเชื่อมให้บรรยากาศบ้านทรงไทยดั้งเดิมมาก ฝุ่นเกาะกันเขรอะเข้าใจว่าคงไม่มีใครมาใช้นานมากแล้วปรากฏว่าตรงชั้น 2 เป็นโรงเก็บของดีๆนั่นเอง แต่ชั้นหนึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเก็บอะไรไว้ข้างใน

เอาเป็นว่าพวกผมตกลงกันว่าจะอยู่กันแต่ข้างล่างนะ ไม่ยุ่งกะชั้น 2 เด็ดขาด เพราะเขาว่ากันไว้ไอ้ตัวปัญหามันคือชั้น 2 น่ะแหละ

ช่วงนี้เป็นช่วงนี้มีการประกาศผลสอบใบประกอบโรคศิลป์ (medical license) กัน โชคดีที่ว่าผมสอบป่านตั้งแต่แรกเลยไม่มีปัญหา แต่เพื่อนอีก 3 คนสอบไม่ผ่าน ทางแพทยสภาเขาอนุญาติให้เขียนคำร้องขอดูผลสอบได้เพื่อจะเอามาแก้ไขว่าเราควรปรับปรุงในส่วนในเพื่อสอบแก้ตัวครั้งหน้า...
มันหมายความว่าง่ายๆสั้นๆ ผมอยู่บ้านคนเดียว!!! หลอนเหมือนกันนะ

วิธีจัดการตัวเองก็คือเปิดไฟนอนทั้งบ้าน แล้วก็ไม่นอนในห้องนอนแต่ออกมานอนตรงโซฟาที่ดูทีวีแทน ก็นอนหลับได้ดี มีอยู่วันหนึ่ง อยู่คนเดียวเช่นกัน อยู่ดีๆก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินชั้นบน ตุ่บๆๆๆ ซักพักก็เงียบหายไป คิดว่า "แมวมั้ง" ไม่น่ามีอะไร ก็ข่มตานอนต่อปรากฏมาดังตุ่บๆๆๆแบบเดิมอีกไม่หยุด ตอนนั้นไม่กลัวนะแต่รำคาญคนจะหลับจันอน ผมเลยเอาอะไรไปกระทุ้งฝ้าหลังคา(ตอนั้นมีแต่ห่วง Hula hoop) ประมาณว่าเอ็งเดินตุ่บๆข้าก็กระทุ้งสู้กัน ก็ยังไม่เงียบ ก็เลยเออช่างมันต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน

พอเพื่อนกลับมา ก็ปรากฏว่าเจอ something wrong อีก ที่ชั้นสองผมจะขึ้นไปอาบน้ำตอนเช้าเป็นประจำเพราะจะได้ไม่ต้องแย่งห้องน้ำกับเพื่อนอีก 3 คนข้างล่าง แล้วชั้นสองเนี่ยจะมีรองเท้าใส่เข้าห้องน้ำอยู่คู่นึง ซึ่งมันไม่กระดิกไปไหน วันนึงเพื่อนมาบอกว่าตื่นมาตอนเช้าเห็นรองเท้าที่มันควรจะอยู่ชั้นบมาอยู่หน้าบ้านชั้นล่าง ทุกคนเลยลงความเห็นว่างานเข้าแล้ว แต่อยู่กันหลายคนมันก็ยังมีคนช่วยกันกลัวอ่ะนะเลยไม่ค่อยมีปัญหา

สุดสัปดาห์เพื่อนกลับกทม.กัน แต่ผมขี้เกียจกลับไกลก็ไกล ก็ไม่เป็นไรอยู่เฝ้าบ้านซะ ตอนนี้ชักจะรำคาญไอ้เสียงตึงตังๆชั้นบนเต็มแก่แล้ว เลยนึกถึงคำสอนของพ่อพอลว่าไล่ผีได้ ก็เริ่มทำ
1. เตรียมรูปพระ
2. เตรียมรูปนักบุญ
3. น้ำธรรมดาจากก๊อกน้ำ

เริ่มสวดขอความช่วยเหลือจากพระให้เหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านไปได้ ขอให้พระช่วยเหลือแลคุ้มครองลูกในการเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ ขอพระให้ช่วยทำให้น้ำธรรมดานี้ศักดิ์สิทธิ์ แล้วผมก็นำรูปพระเดินวนไปรอบบ้าน เอาน้ำพรมตามเสาบ้าน ประตู หน้าต่าง กระจก ทุกส่วนรวมถึงบ้านที่ถูกปิดตายด้วย ตอนทำกลัวเหมือนกัน แต่ความเชื่อทำให้เกิดความกล้าขึ้นมา พรมน้ำรอบบ้าน ปรากฏว่า ไอ้เสียงตึงตังโครมครามนั้นหายไปแบบไม่เหลือร่องรอยแต่อย่างใด

พ่อพอลครับ เป็นไปได้ไหมที่ในความฝันที่ผมเอามือไปปกงู 3 ตัวนั้น พระกำลังใช้ผมเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยเรื่องผีๆที่บ้านหลังนี้
พ่อพอลบอก "ก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้"

Saturday, November 26, 2011

ชีวิตนักศึกษาแพทย์ เรียนกัน 6 ปี ในที่สุดก็ฝ่าฟันมาจนถึง 4เดือนสุดท้ายจนได้ (ดีใจแทบคลั่ง)
ในหลักสูตรของปี 6 นี้ ทางคณะฯจะส่ง Extern (คำใช้เรียกนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย) ออกไปอยู่ต่างจังหวัด โดยจังหวัดที่คณะผมออกไปคือฉะเชิงเทรา และ ปราจีนบุรี เท่าที่จำได้สมัยนั้นโรงพยาบาลที่พวกผมไปได้แก่
1. โรงพยาบาลเมืองฉะเชิงเทรา (รพ.แปดริ้ว)
2. โรงพยาบาลกบินทร์บุรี (เขตจังหวัดปราจีนบุรี)
3. โรงพยาบาลอำเภอแปลงยาว
4. โรงพยาบาลอำเภอสนามชัยเขต
5. โรงพยาบาลอำเภอพนมสารคาม
6. โรงพยาบาลอำเภอศรีมหาโพธิ์

เป็นที่แปลกมากถ้าถามชาวฉะเชิงเทราถามว่าอำเภอเมืองหรือรพ.เมืองไปทางไหน เขาจะทำหน้างงกันทันที! (-_-) แต่ถ้าถามว่าแปดริ้วไปทางไหน หรือรพ.แปดริ้วอยู่ไหน เขาชี้ได้ทันที!!

สองแห่งแรกเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัด เป็นศูนย์รับ refer ถ้าโรงพยาบาลอำเภอมีคนไข้ที่เกินความสามารถจะดูแล จะ refer เข้ามา ถ้าอะไรเกินความสามารถของรพ.จังหวัดถึงจะส่งเข้ามากทม. โดยมากมากองกันที่รพ.ราชวิถีที่พวกผมนักศึกษาแพทย์รังสิตเรียนกันนั่นเอง

กลุ่ม Extern ผมมี 14 คน ถูกส่งไปประจำแต่ละรพ. ผมเริ่มด้วยการไปอยู่รพ.สนามชัยเขต ไปกัน 2 คน กับเพื่อนอีกคนนึงเป็นเวลา 1 เดือน พอครบเดือนก็มาอยู่รพ.เมืองกับเพื่อนอีกคู่นึงที่ไปอยู่รพ.อำเภอแห่งอื่น แต่ละคู่จะถูกส่งไปไม่ซ้ำรพ.กัน ยกเว้นที่รพ.เมืองจะอยู่กัน 3 - 4 คน ก็แล้วแต่ว่าใครจะถูกส่งไปไหนก่อน
ทำงานที่นี่ได้ประสบการณ์เตรียมความพร้อมที่จะจบออกมาเป็นแพทย์ วัดกันได้เลยว่าพร้อมไม่พร้อม ซึ่งกลุ่มผมโชคดีเพราะเป็นกลุ่มที่ถูกส่งมาต่างจังหวัดเป็นกลุ่มท้ายๆ ทำให้ผ่านแผนกต่างๆมาเกือบหมดแล้ว ตอนนั้นกลุ่มผมผ่าน ศัลยกรรม สูตินรีเวช กุมารเวช และห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เรียกว่าความรู้พอที่จะเอาตัวรอดแล้วแหละ

ชีวิตที่ย้ายมาจากกทม.ไปต่างจังหวัด ผมไม่กลัวอะไรมาก กลัวอย่างเดียวคือไม่ได้เข้าวัด หนึ่งสัปดาห์ก่อนออกเดินทางเข้า website หาข้อมูลมากมาย ทราบว่าฉะเชิงเทราเป็นเขตการปกครองของสังฆมณฑลจันทบุรี ประมุขคือพระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์ จรัสศรี

วัดที่อยู่ใกล้ๆรพ.ที่ผมไป มีเยอะมากคือ
1. วัดนักบุญอันนา สระไม้แดง อำเภอสนามชัยเขต
2. วัดนักบุญอันตน พนมสารคาม
3. วัดเซนต์ปอล แปดริ้ว
4. วัดเซนต์แอนโทนี แปดริ้ว

มีแต่วัดนักบุญอันนาและวัดเซนต์แอนโทนี ที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม
เริ่มจากวัดนักบุญอันนา สระไม้แดงก่อนแล้วกัน เรียกว่าหาตัววัดยากมากกก!!! ผมอยู่ที่รพ.สนามชัยเขต อาศัยถามคนไข้ + เจ้าหน้าที่ในรพ.เอา สุดท้ายก็ตัดสินใจขับรถสุ่มเสี่ยงเข้าไปหาวัด อาศัยจับป้ายหลักๆเอา บางป้ายต้องชะลออ่านว่าซ้ายหรือขวายิ่งขับไปๆ ใจชื้นบ้างถ้าเห็นป้ายวัดนักบุญอันนา ใจแป้ว + กลัวบ้างเหมือนกัน เพราะมันเป็นถนนที่จัดผ่านระหว่างทุ่งกับป่า ป่า 2 ข้างทางเลยทีเดียว กลัวเพราะว่าถ้าเกิดรถเจ๊งขึ้นมาล่ะตายอย่างเดียวกลางป่าด้วยเห้อ... แต่พระก็ช่วยให้ผ่านไปได้ด้วยดี ถึงแม้ว่ายางจะแบนตอนขับกลับถึงรพ.เพราะโดนตะปูทิ่มก็ตามที


เป็นวัดของสังฆมณฑลดูแลโดยคุณพ่อพระสงฆ์พื้นเมือง สมัยนั้นเป็นคุณพ่อองค์เดียวกันที่ดูแลวัดนักบุญอันตน พนมสารคาม คุณพ่อต้องขับรถวิ่งประมาณ 20 กม. เพื่อถวายมิสซาของวัดทั้งสองในวันอาทิตย์ แต่ปัจจุบันนี้ทราบว่ามีคุณพ่อประจำแต่ละวัดแล้ว


View Untitled in a larger map

ขอเรียกกันว่าวัดสวยๆท่ามกลางป่าสงบก็แล้วกัน หลังวัด ซึ่งถ้าเข้ามาในบริเวณวัดจะเจอภาพนี้ก่อน
















เอารถมาจอดให้เห็นด้วย ^^ (แต่ที่ถ่ายมันคนละวันเวลากัน)
Photobucket
















เดินอ้อมซ้ายของรูปข้างบนไป...
Photobucket

เดินต่อมาอีกหน่อย...
Photobucket

เห็นแท่นอะไรเล็กๆมั้ยครับ เป็นแท่นรูปนักบุญอันนา ไม่ได้เข้าไปถ่ายใกล้ๆ ซูมกันเองนะครับ
เดินต่อมาอีกหน่อย...หน้าประตู สลักชื่อ
พระสังฆราชลอเรนซ์ เทียนชัย สมานจิต ไว้ว่าท่านเป็นผู้เปิดและเสกวัดแห่งนี้
(ประมุขของสังฆมณฑลจันทบุรีองค์ก่อนหน้า)
Photobucket

เดินมาอีกหน่อย...
Photobucket

มุมไกลสุด...
Photobucket

ในตัววัดเมื่อเข้าจากประตูด้านหน้า
Photobucket

หน้าพระแท่น ด้านซ้ายเป็นรูปน.อันนา ขวาเป็นแม่พระ ^^
Photobucket
PhotobucketPhotobucket

มองเข้าหาพระแท่น หันหน้าไปซ้ายมือ
Photobucket

ระฆังวัดอยู่ถัดจากรูปข้างบนนี้
Photobucket

บ้านพักพระสงฆ์ อยู่ถัดจากระฆังวัด
Photobucket

ด้านหลังวัด ไม่มีรั้วครับ มีแต่ป่า มีแต่ต้นไม้ และทุ่งนา
Photobucket


ที่ประทับใจคือมีคนไข้จำผมได้เพราะมาหาที่รพ. พอมาถึงที่วัดเขาทักทายกันเองมากๆ ตอนจบมีให้ผมออกมาแนะนำตัวหน้าวัดด้วย เขินเหมือนกัน ประทับใจครับ เป็นวิถีชุมชนแบบชาวบ้านซึ่งต่างจากที่กรุงเทพชัดเจน ที่วัดไม่มีนักขับไม่มีเครื่องดนตรี แต่ชาวบ้านเขาร้องเพลงสรรเสริญสดุดีพระ ด้วยสุดเสียงสุดกำลังของเขาเลยล่ะ สัมผัสได้ถึงความกะตือรือร้นร้อนรนที่จะพบพระในมิสซา ก็แอบคิดไม่ได้นะ อย่างวัดในกรุงเทพสัตบุรุษก็เยอะ เครื่องดนตรีก็มี แต่ทำไมเสียงขับร้องมันถึงเบากันจัง ถ้าเป็นเพราะความอายก็ว่าไป แต่ถ้ามันบ่งถึงความศรัทธาที่แผ่วเบาไปตามเสียงร้องสรรเสริญก็แย่หน่อย ... นะ

ปล.
ส่วนวัดเซนต์แอนโทนีแปดริ้ว เป็นส่วนของสังฆมณฑลกรุงเทพ รอยแบ่งอยู่ที่สะพานข้ามคลองที่เป็นแขนงของแม่น้ำบางปะกง ไม่เอามาลงนะครับเพราะไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ เป็นวัดที่อยู่ในโรงเรียนเซนต์แอนโทนีแปดริ้สซึงอยู่หลังโรงเรียนเซนต์หลุยส์แปดริ้ว คนพื้นที่เขาจะรู้จักกันดีว่าอยู่ "เลยสะพานซอยรวมแพทย์"